ข้อมูลโดย พญ.วัชรี วนชยางค์กูล
กระเพาะอาหาร เปรียบเสมือนห้องๆ หนึ่งที่เก็บรวบรวมเอาทุกๆ สิ่ง ไว้ด้วยกัน ดังนั้นผิวภายในกระเพาะอาหารของคนเราจึงมีความแข็งแรงเป็นพิเศษ แต่ถึงกระนั้นก็ตามแต่ถึงจะแข็งแรงมากแค่ไหนก็ตาม หากเราขาดการดูแลสุขภาพในการรับประทานอาหาร และการขับถ่าย บ่อยๆ เข้าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ก็อาจจะตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โรคกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด แน่นท้อง และอื่นๆ เพราะฉะนั้นแล้วการตรวจสุขภาพกระเพาะอาหารจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้เราทราบว่ากระเพาะของเราเป็นอย่างไรบ้าง ก็ด้วยวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่อย่าง การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Indication for Esophago-gastro-duodenoscopy) ส่วนสำหรับท่านใดที่อยากทราบว่าตัวเองควรจะตรวจกระเพาะอาหารด้วยวิธีส่องกล้องเมื่อไหร่นั้น เป็นดังต่อไปนี้
ปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ ใต้ชายโครงซ้ายเหนือสะดือ เสียดท้อง ปวดแสบท้อง อาหารไม่ย่อย ลมแน่นท้อง (Dyspepsia)
กลืนอาหารลำบาก (Dysphasia)
กลืนอาหารเจ็บ (Odynophagia)
น้ำหนักลดลง (Weight loss)
เบื่ออาหาร (Anorexia)
อาเจียนบ่อยๆ ( Repeated vomiting)
ซีด ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
อาเจียนเป็นเลือด (Hematemesis)
ถ่ายอุจจาระดำ (Melena)
ก้อนในช่องท้องด้านบน (Upper abdominal mass)

ขั้นตอน การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Esophago-gastro-duodenoscopy)
1. ก่อนการส่องตรวจกระเพาะอาหาร ผู้ป่วยต้องงดน้ำและอาหารประมาณ 8 ชั่วโมง เพื่อกันการสำลัก ถ้ามีฟันปลอมถอดได้ ให้ถอดออก
2. ทำให้คอผู้ป่วยชา โดยให้กลืนยาชาและพ่นยาชาที่คอ (ดังนั้นถ้าผู้ป่วยแพ้ยาชา กรุณาแจ้งแพทย์ก่อน)
3. เมื่อคอผู้ป่วยชาแล้ว (จะรู้สึกกลืนไม่ลงซึ่งเป็นฤทธิ์ยาชา) แพทย์จะใส่กล้องส่องกระเพาะอาหาร ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวนิ่มๆ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8.6 มิลลิเมตร เข้าทางปากไปยังคอ ลงไปตามหลอดอาหาร กระเพาะอาหารจนถึงลำไส้เล็กส่วนต้นที่หนึ่ง และสิ้นสุดที่ลำไส้เล็กส่วนต้นที่สอง
4. ใช้เวลาในการทำ 5-10 นาที
5. ถ้าพบความผิดปกติ ระหว่างการส่องกล้องตรวจ แพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อและส่งตรวจละเอียดต่อไป
6. การส่องกล้องตรวจกระเพาอาหารนี้อาจทำให้ผู้ป่วยกลัว อึดอัดแต่เนื่องจากในเวลาสั้น จึงมักทำในขณะผู้ป่วยรู้ตัว แต่ถ้าผู้ป่วยกลัวหรือสูงอายุ อาจไม่ให้ความร่วมมือก็จะส่องกล้องตรวจในขณะผู้ป่วยหลับ (ฉีดยานอนหลับ)
7. เมื่อสิ้นสุดการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารผู้ป่วยจะยังรู้สึกชาที่คอ และกลืนลำบากอีก ประมาณ 30 นาที (ซึ่งเป็นฤทธิ์ยาชา) ถ้ายังชาที่คอแนะนำอย่าเพิ่ง ไอ ขาก หรือกลืนน้ำลายเพราะจะสำลักได้ ถ้ามีน้ำลายให้บ้วนทิ้ง
8. เมื่อคอหายชา ก็เริ่มดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้ ควรดื่มน้ำมากๆ จะได้ไม่เจ็บคอ
ประโยชน์ของการส่องตรวจกระเพาะอาหาร
เพื่อดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำสำไส้เล็กส่วนต้นว่ามีลักษณะ ผิดปกติอะไร เช่น ตีบ อุดตัน เป็นแผล อักเสบ เนื้องอก มะเร็ง จุดเลือดออก เส้นเลือดแตกหรือไม่
ถ้าพบลักษณะแผล เนื้องอกมะเร็ง แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อเพื่อสงตรวจพิสูจน์ต่อไปว่า เป็นแผลธรรมดา เป็นมะเร็งหรือมีเชื้อโรคเฮลิโคแบคเตอร์ ไพโลไรหรือไม่
ถ้าพบจุดเลือดออก อาจฉีดยาห้ามเลือด หรือใช้ความร้อน กระแสไฟฟ้าห้ามเลือด หรือใช้ hemoclip (คล้ายเข็มเย็บกระดาษ) ช่วยหยุดเลือด
หากมีการตีบตันก็จะใช้กล้องส่องกระเพาะอาหารช่วยขยายได้บางส่วน
ในกรณี มีเส้นเลือดดำโป่งพอง ที่ส่วนปลายหลอดอาหาร (พบในผู้ป่วยตับแข็ง ซึงจะมีอาการ อาเจียนเป็นเลือด) สามารถรัดเส้นเลือดดำที่แตกนี้ ได้โดยรัดผ่านกล้องส่องตรวจกระเพาอาหารซึ่งเป็นวิธีที่นิยมทำ
เพื่อติดตามผลการรักษาด้วยยา ว่าแผลหายดีหรือไม่
ผลข้างเคียงของการส่องตรวจกระเพาะอาหาร
ได้แก่ เลือดออกหรือทะลุ พบได้น้อยกว่า 1:1000 มักพบในรายที่จี้ตัดเนื้องอก หรือตัดชิ้นเนื้อหลายๆ แห่ง
การสำลัก เกิดปอดอักเสบได้ พบได้น้อย
การติดเชื้อ พบได้น้อย
ส่วนกาการเจ็บระคายคอ การดื่มน้ำมากๆ จะช่วยได้ของกระเพาะว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่แล้วจะได้หาวิธีป้องกันและรักษาตามขั้นตอนต่อไป
ภาพประกอบจาก hopkins-gi.nts.jhu.edu
ทราบแบบนี้แล้ว หลายท่านคงจะโล่งใจไปเลยว่า การส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารนั้น ไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องเป็นโรคร้ายแรงอะไรเสมอไป แต่ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสังเกตสภาพการทำงานของกระเพาะว่ายังปกติดีอยู่หรือไม่ ถ้าไม่แล้วจะได้หาวิธีป้องกันและรักษาตามขั้นตอนต่อไป
ภาพประกอบจาก hopkins-gi.nts.jhu.edu